ปฏิทินกิจกรรม
  ก่อนหน้า ตุลาคม 2564 ก่อนหน้า  ถัดไป
  • อา
  • พฤ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • 11
  • 12
  • 13
  • 14
  • 15
  • 16
  • 17
  • 18
  • 19
  • 20
  • 21
  • 22
  • 23
  • 24
  • 25
  • 26
  • 27
  • 28
  • 29
  • 30
  • 31
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
vote
 
กรมท่าอากาศยาน
Thai Flight Info
 

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมา

เมื่อ : 2013-11-21 12:15:09 อ่าน : 5131

 

ประวัติสนามบินสุราษฎร์ธานี 

          สนามบินเดิมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมการขนส่ง (กรมการบินพานิชย์) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตั้งอยู่ที่บ้านดอนนก ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีระยะทางห่าง จากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร มีทางวิ่งขนาดกว้าง 60 เมตร ยาว 800 เมตร ผิวพื้นลูกรัง ต่อมากองทัพอากาศได้ขอปรับปรุงสนามบินแห่งนี้เพื่อใช้ในกิจการกองทัพอากาศด้วย โดยปรับปรุงเป็นขนาด 60 X 1,000 เมตร สามารถรับน้ำหนักได้เพียงเครื่องบินเล็ก แบบ DC 3 
          ในปี พ.ศ. 2514 กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ ในปัจจุบัน) ได้พิจารณาเห็นว่าเมื่อบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทการบินสายภายในประเทศได้เปลี่ยนเครื่องบินเป็นแบบ แอฟโร่ 748 จึงควรที่จะได้ปรับปรุงสนามบินสุราษฎร์ธานีให้สามารถรับเครื่องบินแบบนี้ได้ด้วย เพื่อจะได้เปิดบริการการขนส่งทางอากาศในจังหวัดนี้ต่อไป 
          กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ) ได้ว่าจ้างบริษัทวิศวกรไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาทำการสำรวจศึกษาและพิจารณาเลือกบริเวณจุดที่ตั้งสนามบินใหม่ที่เหมาะสม เนื่องจากสนามบินเดิมอยู่ในเขตชุมชนกลางเมือง รวมทั้งการออกแบบเพื่อการก่อสร้างสนามบินสุราษฎร์ธานี หากสามารถทำได้สนามบินที่จะก่อสร้างใหม่ควรจะอยู่ในจุดที่ตั้งที่สามารถจะให้บริการแก่ประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราชได้โดยสะดวกทั้งสองจังหวัดและให้สามารถรองรับเครื่องบินไอพ่น
ขนาดกลาง ซึ่งบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด มีแผนที่จะนำมาใช้ด้วย 
          จากผลการสำรวจศึกษาของบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ได้พิจารณาเลือกบริเวณจุดที่ตั้งสนามบินทั้งหมดรวม 6 แห่ง ปรากฏว่ามีเพียง 3 แห่ง ที่สมควรจะเลือกเป็นที่ก่อสร้างสนามบิน ในจำนวนนี้ 2 แห่ง อยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีและอีกแห่งหนึ่งอยู่ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ 
         1. บริเวณบ้านดอนนก (สนามบินของกรมการขนส่งเดิม) 
         2. บริเวณบ้านม่วงเรียง ตำบลหัวเตย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสนามบินเดิม และกองทัพอากาศ เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่แล้ว 
         3. บริเวณบ้านชะเอียน เป็นสนามบินของกองทัพบกจังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันใช้ได้กับเครื่องบินขนาดเล็กในราชการของกองทัพบก ส่วนบริเวณเขตติดต่อระหว่าง 2 จังหวัดไม่มีที่เหมาะสมจะใช้เป็นที่ก่อสร้างสนามบินได้ 
          จากการเปรียบเทียบข้อได้เปรียบเสียเปรียบจุดต่างๆ สำหรับเลือกเป็นที่ก่อสร้างสนามบิน โดยได้ พิจารณาถึงในด้านวิศวกรรมการก่อสร้างสนามบิน ด้านเศรษฐกิจและสภาวะแวดล้อมแล้ว เห็นว่าบริเวณที่จะใช้เป็นที่ก่อสร้างสนามบินพานิชย์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ บริเวณบ้านม่วงเรียง ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน เป็นที่เหมาะสมที่สุด กล่าวคือ เป็นสนามบินเดิมของกองทัพอากาศ ซึ่งสร้างไว้เมื่อ
สงครามโลกครั้งที่สองและได้เลิกใช้ไป มีเนื้อที่ประมาณ 3,026 ไร่ จะต้องจัดหาที่เพิ่มเติมอีกไม่มากนัก ราคาที่ดินก็ไม่สูงเกินไป บริเวณโดยรอบไม่มีสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคต่อการขึ้นลงของเครื่องบินและการติดตั้งเครื่องช่วยในการเดินอากาศ สภาพพื้นดินเหมาะสมที่จะใช้เป็นที่ก่อสร้างสนามบิน และลงทุนต่ำกว่าแห่งอื่นๆ นอกจากนั้น ยังสามารถจะขยายสนามบินนี้ออกไปในอนาคตได้ง่าย 
          กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ) จึงได้เห็นชอบในการเลือกจุดที่ตั้งสนามบินที่ ตำบลหัวเตย และให้บริษัทที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดสำหรับการก่อสร้าง พร้อมทั้งได้เสนอโครงการก่อสร้างสนามบินสุราษฎร์ธานีนี้ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พิจารณาและเห็นว่า ควรจะ
ศึกษาความเหมาะสมในด้านเศรษฐกิจและความต้องการใช้สนามบินของจังหวัดนี้และจังหวัดใกล้เคียงให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2516 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ระงับโครงการพัฒนาสนามบินสุราษฎร์-ธานีไว้ก่อน โดยนำงบประมาณตามโครงการนี้ไปดำเนินการที่สนามบินภูเก็ตแทน 
          ปี พ.ศ. 2518 ราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร้องขอให้รัฐบาลพิจารณาปรับปรุงสนามบินเพื่อเปิดการบินพานิชย์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยด่วน กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ) จึงได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ เห็นว่าควรจะก่อสร้างสนามบินสำหรับจังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้น เพื่อให้บริการประชาชนและใช้เป็นสนามบินสำรองของท่าอากาศยานหาดใหญ่และภูเก็ต สำหรับเครื่องบินสายภายในประเทศเพื่อให้
สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดด้วย ทั้งจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากจังหวัดมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผลผลิตต่างๆ ของจังหวัดมีมาก ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเกษตร การประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ด้านการคมนาคมมีประชาชนทั้งในประเทศและชาวต่างประเทศเริ่มเดินทางไปทัศนาจรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้
กระทรวงกลาโหมก็มีความประสงค์ที่จะปรับปรุงสนามบินม่วงเรียง ที่ตำบลหัวเตย เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง กองบินในภาคใต้ ของกองทัพอากาศ กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ) จึงเห็นว่าหากก่อสร้างสนามบินที่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างกิจการบินพานิชย์และกิจการทหารด้วยแล้ว ก็จะเป็นการประหยัดงบประมาณได้มาก ดังนั้นจึงได้ตกลงเลือกสถานที่ก่อสร้างสนามบินของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน ซึ่งมีระยะทางห่างจากตัวอำเภอเมืองประมาณ 26 กิโลเมตร 
          กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ) ได้ปรับปรุงแก้ไขแบบก่อสร้าง ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาได้จัดทำไว้เดิมให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานและได้เสนอโครงการนี้ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 4 (พ.ศ. 2520 -2524) ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการพัฒนาสนามบินสุราษฎร์ธานี ให้กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ) ดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2521 
การก่อสร้างขนาดทางวิ่งกว้าง 45 เมตร ยาว 2,500 เมตร พร้อมอาคารผู้โดยสารและหอบังคับการบิน
          ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ได้เปิดทำการและเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 15 เมษายน2524 ระยะแรกเปิดทำการบินเส้นทางระหว่าง กรุงเทพฯ – สุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ - สุราษฎร์ธานี – กรุงเทพฯ และเส้นทาง กรุงเทพฯ – สุราษฎร์ธานี – ภูเก็ต – สุราษฎร์ธานี – กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 4 วัน ด้วยเครื่องบินแบบ AVRO 748 และ BOEING 737 ต่อมาได้มีการเพิ่มเที่ยวบินที่มีความจุมากขึ้น ตามจำนวนผู้โดยสาร และสินค้า ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 8 % ต่อปี รวมทั้งมีการปรับปรุง ท่าอากาศยานให้มีศักยภาพสูงขึ้นตลอดมา 
          ได้ประกาศเป็นสนามบินศุลกากร (CUSTOM AIRPORT) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 และระหว่างปี พ.ศ. 2534 – พ.ศ. 2539 มีเที่ยวบินเช่าเหมาจากประเทศเยอรมัน สิงคโปร์ จีน และเกาหลี นำนักท่องเที่ยวมายังจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดคึกคักมากขึ้น อย่างไม่เคยมีมาก่อน 
          ปี พ.ศ. 2539 กรมการบินพานิชย์ (กรมการขนส่งทางอากาศ) ได้ต่อเติมความยาวทางวิ่งเพิ่มอีก 500 เมตร พร้อมเสริมผิวทางวิ่ง ทางขับขยายลานจอดอากาศยาน ติดตั้งเครื่องช่วยการเดินอากาศและระบบไฟฟ้าสนามบินเพิ่มเติม ทำให้มีความยาวทางวิ่ง (RUNWAY) รวม 3,000 เมตร สามารถรองรับอากาศยานพานิชย์แบบเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดกลางซึ่งมีความจุประมาณ 300 ที่นั่งได้ รวมทั้งสามารถให้บริการอากาศยานทางทหารได้อย่างปลอดภัย 


 
 
 

กลับไปหน้ารายการข้อมูล กลับไปหน้ารายการข้อมูล


 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 260
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 215,410
black_ribbon